Burma Peace Group ฉบับที่ 5
2 ตุลาคม 2550
สื่อสมัยใหม่กับบทบาทการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า
ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมใหญ่ของพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพและวีดีโอ ที่สร้างความรู้สึกตื้นตันใจที่เห็นพลังของพระสงฆ์และประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และสะเทือนใจกับภาพความโหดเหี้ยมของรัฐบาลเผด็จการทหารที่ป่าเถื่อนที่เข่นฆ่าพระและประชาชน โดยไม่เลือกว่าจะเป็นชนชาติไหน
ภาพเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ทั้งสำนักข่าวระดับโลก อาทิ BBC CNN และสำนักข่าวภายในประเทศต่างๆ แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของภาพนั้นส่วนใหญ่คือเหล่า Bloger ทั้งภายนอกและภายในประเทศพม่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์การประท้วง ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคประชาชน ส่งภาพและข้อมูลออกมาโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลเผด็จการทหารพม่านั้นควบคุมสื่อมวลชน และการสื่อสารภายในประเทศทั้งหมดเรียกได้ว่า พม่าเกือบจะเป็นประเทศสุดท้ายของโลกที่เชื่อมตัวเองเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แม้ว่าสื่อมวลชนภายนอกพม่า ยกเว้นจีน จะเผยแพร่และให้ความสำคัญกับเหตุการณ์การณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า แต่สื่อมวลชนของพม่าที่ควบคุมโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร แทบจะไม่มีข่าวการประท้วงในประเทศตัวเองเลย ซ้ำยังเป็นกระบอกเสียงของเผด็จการโจมตีสื่อต่างประเทศว่าบิดเบือนข่าว และออกข่าวใส่ร้ายแกนนำผู้ชุมนุมและพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งการกระทำดังกล่าวของสื่อมวลชนภายใต้รัฐบาลเผด็จการพม่า มิใช่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใดเพราะสำนักข่าวของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ใช้วิธีการเช่นนี้มาตลอดในทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมือง
ดังนั้นจึงเกิดสำนักข่าวทางเลือกของพม่า ที่ดำเนินการโดยสื่อมวลชน นักศึกษา และนักกิจกรรม ขึ้นมากมาย ตั้งแต่ยุคก่อนที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเฟื่องฟูด้วยซ้ำ และเมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแพร่ขยาย และประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นจึงเกิดเว็บไซต์ของสำนักข่าวทางเลือกเหล่านี้ อาทิ freeburma.org, irrawaddy.org หรือ mizzima.com เป็นต้น ที่นำเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงในแผ่นดินพม่า และเมื่อเผด็จการทหารพม่าไม่อาจต้านทางกระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้ โดยยอมให้เกิดร้านอินเทอร์เน็ตขึ้นในร่างกุ้งและตามเมืองใหญ่ต่างๆ จากนั้น เว็บไซต์ อีเมล์ โทรศัพท์มือถือ และกล้องดิจิตอลจึงเป็นที่แพร่หลายของประชาชนคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์การชุมนุมครั้งใหญ่ประชาชนหรือแม้แต่พระสงฆ์ ที่เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้จึงทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคประชาชน นำเสนอภาพความป่าเถื่อนที่เป็นจริงในประเทศที่แนวชายแดนห่างจากกรุงเทพเพียง 150 กิโลเมตร
แม้ว่าปรากฏการณ์ Bloger จะเกิดขึ้นอีกครั้งในเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพราะรัฐบาลเผด็จการได้ปิดการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และ โทรศัพท์มือถือบางเครือข่าย จึงทำให้หลังจากวันที่ 27 กันยายน เป็นต้นมาจึงไม่ค่อยมีภาพหรือวีดีโอ ส่งมาจากในประเทศพม่ามากนัก รายงานจากผู้สื่อข่าวของเว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซี ได้สัมภาษณ์ Bloger ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในลอนดอนว่า เค้าไม่ได้รับข้อมูลที่ส่งผ่านเพื่อนของเขาในพม่าเลย รัฐบาลพม่าตัดการการสื่อสารเกือบทุกอย่าง ที่อาจทำได้คือการใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม ซึ่งก็มีบทลงโทษรุนแรงมากในพม่าคือจำคุกถึงสามปีครึ่ง อย่างไรก็ตามเว็บบล็อกที่ดำเนินการโดย Bloger ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ภายนอกประเทศ ก็พยายามอัปเดตข่าวและเหตุการณ์ รวมทั้งระดมความช่วยเหลือพระสงฆ์ และ พี่น้องประชาชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศพม่าในขณะนี้ เว็บบล็อกที่มีข่าวสารเหตุกาณ์ในพม่าที่ได้รับความนิยม
อาทิ ko-htike.blogspot.com หรือ mmedwatch.blogspot.com โดยเว็บบล็อกทั้งสองนำข่าวเหตุการณ์เป็นรายชั่วโมงก็ว่าได้ นอกจากนั้นยังมีภาพและวีดีโอ และลิ้งค์เชื่อมโยงไปยังเว็บบล็อกอื่นๆ ที่น่าสนใจคือเว็บบล็อกเหล่านี้ เป็นช่องทางให้ประชาชนทั้งชาวพม่าเองที่อยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศได้สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและกันตลอดเวลา รวมทั้งเป็นเวทีที่ให้ประชาชนได้แสดงออกทางการเมือง โดยที่รัฐบาลเผด็จการพม่าไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด
ขณะที่ข่าวเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยของพระสงฆ์และประชาชนในเมืองต่างๆ การกระทำอันป่าเถื่อนของรัฐบาลเผด็จการทหาร และความสูญเสีย รวมทั้งข่าวการเคลื่อนไหวของประชาชนหน้าสถานฑูตพม่าในประเทศต่างๆ ยังได้รับความสำคัญจากสื่อมวลชนอยู่ แต่หากวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมแล้ว จะเห็นว่าเหตุการณ์ในพม่าจะเพิ่มความรุนแรงและขยายระยะเวลายาวนานต่อไป โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ที่เริ่มผนึกกำลังกันต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการพม่า บทบาทของอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะในส่วนของจีนกับรัสเซียที่มีต่อสถานการณ์ในพม่า กระทั่งการอพยพข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ยังเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนยังต้องจับตามอง เพื่อสะท้อนภาพความเป็นจริงให้กับประชาคมโลก หาทางกดดัน หรือ จัดการอย่างใดอย่างหนึ่งให้รัฐบาลเผด็จการทหารที่ป่าเถื่อนนี้หมดอำนาจไป และเป็นกำลังใจให้กับประชาชนชาวพม่าที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพจากความป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของตัวเอง
วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550
บันทึกปีที่สิบเก้า
Burma Peace Group ฉบับที่ 4
2 ตุลาคม 2550
บันทึกปีที่สิบเก้า
1. 24 กันยายน ในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงแถบชายแดนที่สงบเงียบ ข่าวสารเดินทางมาถึงพวกเราว่า ภิกษุสงฆ์ แม่ชี และประชาชนชาวพม่านับหลายหมื่นกำลังเดินเท้าท่ามกลางสายฝนอยู่กลางกรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และอาจจะอีกหลายแห่งหลายเมืองที่เราไม่อาจรับรู้
เราได้กลิ่นคาวเลือดนับแต่วินาทีนั้น แต่เรากลับเงียบงัน สงบนิ่ง อย่างประหลาด จนดูเผินๆเหมือนกับไม่มีใครใส่ใจ
วันต่อๆมา แล้วกระบองก็ถูกฟาด กระสุนนัดแรกของ “รอบนี้” ก็ถูกยิงออกจากปากกระบอกปืน เรานิ่งฟังข่าวอย่างตั้งใจ ทว่าสีหน้าของผู้รับรู้แต่ละคนก็นิ่งเฉยจนเหมือนเย็นชา
จนเราอดสงสัยตัวเองกันไม่ได้
2. สำรวจความคิดกันเอง พวกเราไม่ได้เพิกเฉย ทั้งคนไทย เพื่อนชาวกะเหรี่ยงจากค่ายผู้ลี้ภัย จากเขตคุ้มครองของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ที่เป็นกองกำลังต่อต้านเผด็จการพม่าที่ใหญ่ที่สุด และจากเขตกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ) ที่หันไปจับมือตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารแล้ว ไม่ได้มองว่าการเคลื่อนตัวของคนนับหมื่นในประเทศเป็นเรื่องปกติสามัญ แต่.. บางที.. มันอาจเป็นสิ่งที่เราใช้เวลานานถึง 19 ปีแอบเฝ้าคาดหวัง ในขณะที่ก็เฝ้าหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว
เส้นทางนี้ไม่ได้ยาวเพียงกว่าเดือนนับจากวันที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน หรือวันที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าทำร้ายพระสงฆ์ในวัด แต่เป็นเส้นทางสิบเก้าปี หรือสำหรับใครบางคนอาจจะนานถึง 45 ปี นับจากวันที่นายพลเนวินยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงพม่าเข้าสู่ความมืดมน
และเส้นทางนี้ก็ไม่ได้มีแต่ประชาชนพม่าในเมืองใหญ่ที่ร่วมก้าวเดิน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้พลัดถิ่นในประเทศนับแสนได้ต่อต้านอำนาจกดขี่อยู่อย่างเงียบเชียบด้วยวิถีของตัว นั่นคือ ยอมร่อนเร่พลัดถิ่นฐาน แต่ไม่ยอมทิ้งแผ่นดินแม้จะถูกไล่ล่า
เราเชื่อ เรารู้อยู่แก่ใจว่า เมื่อถึงวันหนึ่ง ประชาชนพม่าที่พยายามก้มหน้าอดทนเพื่อความอยู่รอดในภาวะถูกกดขี่ จะต้องลุกขึ้นก้าวพ้นจากกรอบกรงแห่งความหวาดกลัวที่รัฐบาลทหารเพียรสร้างมาตลอด เราไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันไหน แต่เราก็รู้ว่า เมื่อวันนั้นมาถึง เลือดจะนองแผ่นดินอีกครั้ง
ที่สำคัญ เราไม่อาจจะเจ็บปวดคั่งแค้นไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะความรุนแรงเหี้ยมโหดที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันนี้สำหรับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่ต้องอพยพลี้ภัยมาอยู่ริมขอบแดน การเข่นฆ่าประหัตประหารอย่างเหี้ยมโหด การเผาทำลายข้าวเม็ดสุดท้ายและบ้านเรือน การข่มขืน การทรมาน ดำเนินอยู่ใกล้ตัวกับญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น จนดูเหมือนว่าโลกไม่อยากจะรับฟัง และผู้ถูกกระทำไม่อยากจะร้องไห้อีกต่อไป
เราต่างสับสนไม่แพ้กัน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด หัวใจเราเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่เราก็โกรธตัวเองที่แอบยินดีกับการลุกขึ้นสู้ เพราะรู้อยู่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ เรารู้สึกมีความหวัง แต่ก็สิ้นหวังไปพร้อมๆกัน เราเจ็บปวดกับความโหดเหี้ยมและการสูญเสียที่ย่างกุ้ง แต่เราก็ไม่อาจคร่ำครวญได้มากนัก เพราะเราคร่ำครวญมามากเกินไปแล้วกับเหตุการณ์แถบชายแดน โดยเฉพาะภาคตะวันออกของประเทศพม่า ดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์
3. ร่ำลือกันว่า ภายในช่วงไม่กี่วันนี้ มีชาวกะเหรี่ยงมุ่งหน้ามาหาญาติพี่น้องในค่ายผู้ลี้ภัยฝั่งประเทศไทยอยู่ไม่น้อย พวกเขาได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาแต่ไกล ช่องว่างแห่งความปลอดภัยเล็กๆที่เคยพอมีอาจถูกปิดในเร็ววัน ด้วยไม่รู้ว่ากองกำลังกะเหรี่ยงพุทธจะตัดสินใจประกาศจุดยืนอย่างไร ... จะเดินทางไปสมทบตามคำสั่งของรัฐบาลทหารพม่า .. หรือว่าจะแสดงตนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการฆ่าฟันผู้คนโดยเฉพาะพระสงฆ์ และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นั่นอาจคือความเปลี่ยนแปลงที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
ทั้งผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและกะเรนนีประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นคนในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งใน 4 จังหวัดของไทย ผู้ลี้ภัยนอกค่ายที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้านชายแดนและเขตเมืองรวมทั้งชาวไทใหญ่ริมแม่ฟ้าหลวงและฝางที่ประมาณจำนวนไม่ได้ และแรงงานอพยพจากประเทศพม่าอีกนับล้าน ต่างเดินทางมาที่นี่ด้วยสาเหตุเดียวกันกับสาเหตุการตาย ทารุณกรรม จับกุม และการลุกขึ้นเดินแสดงออกเจตนารมณ์อย่างสันติในพม่าขณะนี้
ปีนี้ รัฐบาลไทยและองค์การระหว่างประเทศตั้งเป้าการส่งผู้ลี้ภัยให้โยกย้ายไปประเทศที่สามหรือต่างประเทศ 15,000 คน และอีกจำนวนเท่าๆกันในปีหน้า สภาพชีวิตผู้ลี้ภัยที่ถูกจำกัดเสรีภาพกระทั่งถึงกัดกร่อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และข้อมูลที่ไหลเวียนสับสนในรั้วล้อมค่าย ไม่ว่าจะเป็นกระแสเสียงปากต่อปากบอกถึงความสิ้นหวังที่จะได้กลับบ้านในเวลาอันใกล้ รวมไปจนถึงข่าวลือว่ารัฐบาลไทยจะไม่อนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้อีกต่อไป กระตุ้นให้ผู้คนแสดงความจำนงสมัครไปต่างแดนกันมากขึ้น
ข่าวเหตุการณ์ประท้วงเผด็จการและการนองเลือดในกรุงย่างกุ้ง ค่อยๆกระจายไปทั่วค่าย เพื่อนของเราบางคนบอกว่า คนรอบข้างของเขายิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยและสิ้นหวังจนอยากเร่งไปต่างประเทศให้เร็วขึ้น แต่บางคนก็กลับเกิดอาการลังเล เพราะบางที... บางที... “เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไป”
จากหมู่บ้านริมขอบแดน ข่าวสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เพื่อนจากเขตดีเคบีเอเดินทางกลับไปอย่างเร่งด่วน ส่วนเพื่อนจากเขตเคเอ็นยูก็บอกว่า เขาหวังว่า “บางที.. บางที... ดีเคบีเอจะทบทวนทางเดินของตัวเองว่าจะเดินอยู่เคียงข้างใคร บางที เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจทำให้พี่น้องดีเคบีเอและเคเอ็นยู – ที่บางคนก็ร่วมสายเลือดพ่อแม่เดียวกัน ได้กลับมาร่วมกินข้าวหม้อเดียวกันอีกครั้ง”
4. ค่ายผู้ลี้ภัยแบเกลาะหรือแม่หละมีประชากรผู้ลี้ภัยมากที่สุด คือกว่าสี่หมื่นคน เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้คนไม่ถึงหลักสิบมานั่งดูภาพข่าวเหตุการณ์ในย่างกุ้งที่วัด และแล้วจำนวนก็ทะยอยพิ่มขึ้นจนเป็นหลักร้อย ถึงราว 300 โดยไม่ได้นัดหมาย
พระสงฆ์และผู้ลี้ภัยหลายร้อยคน ทั้งชาวพม่า กะเหรี่ยงสะกอ โปว์ และกลุ่มคนมุสลิม ร่วมกันออกเดินจากวัดไปยังสนามหญ้าใหญ่ เพื่อแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนอย่างสันติ พวกเขากู่ร้อง “เราต้องการประชาธิปไตย” “เผด็จการทหารพม่าจงออกไป” “ปล่อยอองซานซูจีและนักโทษการเมือง” และ “ขอสันติสุขและมิตรภาพแด่ทุกคน” ตามเส้นทางที่พวกเขาผ่าน ผู้ลี้ภัยบางคนค่อยๆก้าวออกจากกระท่อมพักออกร่วมเดินทาง แม้บางคนจะยืนมองด้วยความหวาดหวั่น เพราะบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่นี่ คือข้อห้ามที่ว่า “ถ้าอยู่เมืองไทย ก็ต้องสงบเสงี่ยมไม่มีปากเสียง” ข่าวลือแพร่สะพัดว่าทางการไทยจะจับกุมหากชุมนุมเกิน 5 คน แต่แล้วก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ยังดีที่รัฐไทยไม่ขลาดเขลา และน่าจะดียิ่งกว่านั้น หากเราจะไม่คืนคำที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยได้ใช้เสรีภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตนได้
“เราไม่ได้ทำให้คนไทยเดือดร้อน เราเพียงแต่อยากแสดงความรู้สึกต่อการที่พี่น้องของเราถูกกระทำ เราอยากบอกว่า ถึงเราจะลี้ภัยมาอยู่เมืองไทย เราก็สนับสนุนพวกเขา เขาทำอย่างไรกับคนที่นั่น เราก็เจ็บเหมือนกัน” หนึ่งในแกนนำการเดินขบวนแจ้งกับเจ้าหน้าที่ไทยที่มาดูเหตุการณ์ พวกเขาจบขบวนด้วยการภาวนาตามวิถีพุทธ คริสต์ และอิสลาม ตามแต่ความเชื่อของสหายร่วมขบวน
หญิงชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่ร่วมขบวนบอกว่า นางพร้อมที่จะร่วมลุกขึ้นส่งใจให้กับ “ประชาชนพม่า” ที่ร่วมต่อต้านความโหดร้าย ป่าเถื่อน และการบีบบังคับ หลายๆคนก็บอกเราอย่างนั้น “ประชาชนพม่า... ประชาชนพม่า” ช่างเป็นคำที่น่าประทับใจ เราไม่ได้ยินคำนี้จากปากผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงมาแสนนานแล้ว เมื่อใดที่เอ่ยถึงผู้กดขี่ เพื่อนมักใช้คำว่า “พม่า” อยู่เสมอ จนคำว่า “พม่า” ในความรับรู้ แทบจะคือคำแทนคำว่า “ศัตรู” หรือ “ผู้ร้าย”
แล้ววันนี้เอง ที่พวกเขาหลายต่อหลายคน หันกลับมาเอ่ยถึงอย่างเฉพาะเจาะจง ระหว่าง “ประชาชนพม่า” และ “ทหารพม่า” หรือ “รัฐบาลพม่า” และเป็นหนึ่งในไม่กี่วัน ที่คนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาซึ่งเคยมีความขัดแย้งจุกจิกในชีวิตประจำวันอยู่เนืองนิตย์ ร่วมเดินบนเส้นทางเดียวกันอย่างชัดเจน
หน้าจอโทรทัศน์บนวัดวันนั้น มีเพื่อนชาวกะเหรี่ยงบางคนน้ำตาไหลให้กับ “ประชาชนพม่า” มันอาจจะไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้าโศกคั่งแค้นอย่างที่บอกไว้ เพราะพวกเขาเจ็บปวดจนไม่อาจร้องไห้ให้กับความตายและการทารุณกรรมอีกต่อไป แต่เขาบอกว่า มันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตัน เป็นน้ำตาแห่งความหวัง แม้ข่าวคราวจะบอกว่ากองทัพพม่าควบคุมถนนย่างกุ้งให้รกร้างว่างเปล่าได้แล้ว
บางที ในความเจ็บปวด อาจมีความหวังอย่างหนึ่ง เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง ที่ทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่าความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์การเมือง
5. ข่าวโทรทัศน์ที่เราได้มีโอกาสเห็นในช่วงสั้นๆเป็นครั้งแรก เป็นภาพของผู้เล่าข่าวหญิงที่แสดงทีท่าเป็นห่วงเป็นใยว่า “แล้วถ้ามีคนจะหนีมาชายแดนไทย เราจะมีวีธีป้องกันดูแลชายแดนอย่างไร หวังว่ากองทัพภาคที่สามคงจะมีแผนการเรียบร้อยแล้ว”
นี่หรือคือปฏิกิริยาแรกที่คนไทยควรจะมี เมื่อได้ยินข่าวการเข่นฆ่า .. ?
ยังดี ที่นายกฯของเราอยู่ในที่ประชุมสหประชาชาติ อันเป็นสถานที่ที่จำต้องประกาศจุดยืนอย่างศิวิไลซ์ จึงมีข่าวในวันต่อมาว่า รัฐบาลไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่หลบหนีการปราบปรามครั้งนี้
สิบเก้าปีแล้วไม่ใช่หรือ ที่ผู้คนอพยพหลั่งไหลมายังประเทศไทยไม่ขาดสาย แล้วเราก็แก้ปัญหาด้วยการรับผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายที่ล้อมรั้วเสรีภาพ และส่งเสริมจนถึงหว่านล้อมให้พวกเขาออกไปประเทศที่สามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้? เราแก้ปัญหาด้วยการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวมอญให้กลับไปตั้งค่ายอพยพในเขตมอญ โดยคงสภาพเป็นคนอพยพที่ไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ เราจับกุมส่งกลับแรงงานอพยพซ้ำแล้วซ้ำอีก และเมื่อไม่นานมานี้ เราก็ผลักดันชาวกะเหรี่ยงที่หนีภัยเข้ามาทางแถบแม่สะเรียงให้กลับไปตั้งค่ายอพยพอยู่ในเขตประเทศพม่า และแผนการผลักดันผู้ลี้ภัยใหม่ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
นโยบายนานาของรัฐไทยที่ล้วนมีชื่อเก๋ๆ นั้นแปลได้ว่าเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ที่ไม่แทรกแซงการเมืองที่ชั่วร้าย แต่คบหา – และหาประโยชน์กันทางเศรษฐกิจได้ เราร่วมลงทุนโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า ที่ส่งผลให้เกิดการกวาดล้างชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นที่เข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยในราชบุรี-กาญจนบุรี เราส่งเสริมโครงการการเกษตรหลายรูปแบบรวมทั้งไร่ละหุ่ง ที่นำมาซึ่งการยึดที่ดินทำกินและขูดรีดภาษี เราเร่งโครงการร่วมไทย-พม่าสร้างเขื่อนสาละวิน ซึ่งกำลังผลักผู้คนอีกประมาณจำนวนแทบไม่ได้ ให้ต้องพลัดถิ่นฐานและล้มตายอย่างทารุณ เราร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลทหารพม่า ทั้งที่รู้อยู่ว่าเม็ดเงินจะไม่ตกมาถึงประชาชน หากมีแต่ไปเสริมพลังอาวุธของกองทัพ
เราอาจจะเหน็ดเหนื่อยจนคิดไม่ออก ว่าจะมีอะไรที่เราและใครอีกมากมายไม่เคยได้พูด ประณาม เรียกร้อง กระทั่งวิงวอน – สำหรับบางคน ต่อรัฐบาลพม่าอีกหรือไม่ ทว่ากับรัฐบาลไทย มีคำถามเพียงว่า เมื่อถึงบัดนี้แล้ว รัฐไทยจะยังยืนยันอีกหรือว่าเราเดินมาถูกทาง และกล้ายืนยันหรือไม่ว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการก่อความรุนแรงทั้งทางตรงและเชิงโครงสร้างในประเทศพม่า?
ไม่มีใครบอกว่าเป็นเรื่องง่าย สำหรับการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเผด็จการที่เหี้ยมโหดซ้ำยังมีชายแดนติดกันเป็นระยะทางยาว แต่เราจะยอมทบทวนบทบาทของตัวเองใหม่กันหรือยัง หลังจากที่ข้อเท็จจริงบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เราเดินมาผิดทาง ?
กับผู้ลี้ภัย ล่าสุดรัฐบาลไทยยังวางแผนจะผลักดันคนที่เข้ามาหลังการทำทะเบียนของมหาดไทย/ยูเอ็นเอชซีอาร์ราวสี่พันคน ไปยังหมู่บ้านคนพลัดถิ่นในเขตรัฐกะเหรี่ยง ทั้งที่ในสถานที่แคบๆนั้น ประชากรพลัดถิ่นเพียงราว 600 คนยังไม่สามารถทำกินเลี้ยงตัวเองได้พอเพียง ด้วยติดกับระเบิด กองทัพดีเคบีเอ กับกองทหารพม่าอยู่รอบข้าง กระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การสู้รบก็ดำเนินเข้าใกล้จนผู้คนเริ่มตระเตรียมโยกย้าย
หากท่านไม่ได้ยินเสียงร่ำร้องของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในรัฐกะเหรี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ท่านได้ยินเสียงของผู้หาญกล้าในย่างกุ้งบ้างหรือไม่ ? แล้วประชาชนไทยเล่า วันนี้ เราหันมามองเห็น “พม่า” กันอีกครั้ง จะเป็นความคิดที่ลมๆแล้งๆเกินไปไหม ที่จะหวังว่า สายตาของเราจะจับจ้องพม่าเลยจากย่างกุ้งไปให้ถึงทั่วทั้งแผ่นดิน และจับจ้องไม่มีวางตา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้จบเพียงการปราบปรามในวันนี้
อย่าเลย อย่าให้มันเป็นข่าวระทึกขวัญ ที่ไม่กี่วันก็วูบจางหาย กลิ่นคาวเลือดยังคงโชยมาถึงเรา ทุกวัน เราทำอะไรกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่บ้างหรือเปล่า
2 ตุลาคม 2550
บันทึกปีที่สิบเก้า
1. 24 กันยายน ในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงแถบชายแดนที่สงบเงียบ ข่าวสารเดินทางมาถึงพวกเราว่า ภิกษุสงฆ์ แม่ชี และประชาชนชาวพม่านับหลายหมื่นกำลังเดินเท้าท่ามกลางสายฝนอยู่กลางกรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และอาจจะอีกหลายแห่งหลายเมืองที่เราไม่อาจรับรู้
เราได้กลิ่นคาวเลือดนับแต่วินาทีนั้น แต่เรากลับเงียบงัน สงบนิ่ง อย่างประหลาด จนดูเผินๆเหมือนกับไม่มีใครใส่ใจ
วันต่อๆมา แล้วกระบองก็ถูกฟาด กระสุนนัดแรกของ “รอบนี้” ก็ถูกยิงออกจากปากกระบอกปืน เรานิ่งฟังข่าวอย่างตั้งใจ ทว่าสีหน้าของผู้รับรู้แต่ละคนก็นิ่งเฉยจนเหมือนเย็นชา
จนเราอดสงสัยตัวเองกันไม่ได้
2. สำรวจความคิดกันเอง พวกเราไม่ได้เพิกเฉย ทั้งคนไทย เพื่อนชาวกะเหรี่ยงจากค่ายผู้ลี้ภัย จากเขตคุ้มครองของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ที่เป็นกองกำลังต่อต้านเผด็จการพม่าที่ใหญ่ที่สุด และจากเขตกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ) ที่หันไปจับมือตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารแล้ว ไม่ได้มองว่าการเคลื่อนตัวของคนนับหมื่นในประเทศเป็นเรื่องปกติสามัญ แต่.. บางที.. มันอาจเป็นสิ่งที่เราใช้เวลานานถึง 19 ปีแอบเฝ้าคาดหวัง ในขณะที่ก็เฝ้าหวาดหวั่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว
เส้นทางนี้ไม่ได้ยาวเพียงกว่าเดือนนับจากวันที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน หรือวันที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าทำร้ายพระสงฆ์ในวัด แต่เป็นเส้นทางสิบเก้าปี หรือสำหรับใครบางคนอาจจะนานถึง 45 ปี นับจากวันที่นายพลเนวินยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงพม่าเข้าสู่ความมืดมน
และเส้นทางนี้ก็ไม่ได้มีแต่ประชาชนพม่าในเมืองใหญ่ที่ร่วมก้าวเดิน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้พลัดถิ่นในประเทศนับแสนได้ต่อต้านอำนาจกดขี่อยู่อย่างเงียบเชียบด้วยวิถีของตัว นั่นคือ ยอมร่อนเร่พลัดถิ่นฐาน แต่ไม่ยอมทิ้งแผ่นดินแม้จะถูกไล่ล่า
เราเชื่อ เรารู้อยู่แก่ใจว่า เมื่อถึงวันหนึ่ง ประชาชนพม่าที่พยายามก้มหน้าอดทนเพื่อความอยู่รอดในภาวะถูกกดขี่ จะต้องลุกขึ้นก้าวพ้นจากกรอบกรงแห่งความหวาดกลัวที่รัฐบาลทหารเพียรสร้างมาตลอด เราไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันไหน แต่เราก็รู้ว่า เมื่อวันนั้นมาถึง เลือดจะนองแผ่นดินอีกครั้ง
ที่สำคัญ เราไม่อาจจะเจ็บปวดคั่งแค้นไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะความรุนแรงเหี้ยมโหดที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในวันนี้สำหรับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่ต้องอพยพลี้ภัยมาอยู่ริมขอบแดน การเข่นฆ่าประหัตประหารอย่างเหี้ยมโหด การเผาทำลายข้าวเม็ดสุดท้ายและบ้านเรือน การข่มขืน การทรมาน ดำเนินอยู่ใกล้ตัวกับญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น จนดูเหมือนว่าโลกไม่อยากจะรับฟัง และผู้ถูกกระทำไม่อยากจะร้องไห้อีกต่อไป
เราต่างสับสนไม่แพ้กัน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด หัวใจเราเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่เราก็โกรธตัวเองที่แอบยินดีกับการลุกขึ้นสู้ เพราะรู้อยู่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ เรารู้สึกมีความหวัง แต่ก็สิ้นหวังไปพร้อมๆกัน เราเจ็บปวดกับความโหดเหี้ยมและการสูญเสียที่ย่างกุ้ง แต่เราก็ไม่อาจคร่ำครวญได้มากนัก เพราะเราคร่ำครวญมามากเกินไปแล้วกับเหตุการณ์แถบชายแดน โดยเฉพาะภาคตะวันออกของประเทศพม่า ดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์
3. ร่ำลือกันว่า ภายในช่วงไม่กี่วันนี้ มีชาวกะเหรี่ยงมุ่งหน้ามาหาญาติพี่น้องในค่ายผู้ลี้ภัยฝั่งประเทศไทยอยู่ไม่น้อย พวกเขาได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาแต่ไกล ช่องว่างแห่งความปลอดภัยเล็กๆที่เคยพอมีอาจถูกปิดในเร็ววัน ด้วยไม่รู้ว่ากองกำลังกะเหรี่ยงพุทธจะตัดสินใจประกาศจุดยืนอย่างไร ... จะเดินทางไปสมทบตามคำสั่งของรัฐบาลทหารพม่า .. หรือว่าจะแสดงตนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการฆ่าฟันผู้คนโดยเฉพาะพระสงฆ์ และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นั่นอาจคือความเปลี่ยนแปลงที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
ทั้งผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและกะเรนนีประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นคนในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งใน 4 จังหวัดของไทย ผู้ลี้ภัยนอกค่ายที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้านชายแดนและเขตเมืองรวมทั้งชาวไทใหญ่ริมแม่ฟ้าหลวงและฝางที่ประมาณจำนวนไม่ได้ และแรงงานอพยพจากประเทศพม่าอีกนับล้าน ต่างเดินทางมาที่นี่ด้วยสาเหตุเดียวกันกับสาเหตุการตาย ทารุณกรรม จับกุม และการลุกขึ้นเดินแสดงออกเจตนารมณ์อย่างสันติในพม่าขณะนี้
ปีนี้ รัฐบาลไทยและองค์การระหว่างประเทศตั้งเป้าการส่งผู้ลี้ภัยให้โยกย้ายไปประเทศที่สามหรือต่างประเทศ 15,000 คน และอีกจำนวนเท่าๆกันในปีหน้า สภาพชีวิตผู้ลี้ภัยที่ถูกจำกัดเสรีภาพกระทั่งถึงกัดกร่อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และข้อมูลที่ไหลเวียนสับสนในรั้วล้อมค่าย ไม่ว่าจะเป็นกระแสเสียงปากต่อปากบอกถึงความสิ้นหวังที่จะได้กลับบ้านในเวลาอันใกล้ รวมไปจนถึงข่าวลือว่ารัฐบาลไทยจะไม่อนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้อีกต่อไป กระตุ้นให้ผู้คนแสดงความจำนงสมัครไปต่างแดนกันมากขึ้น
ข่าวเหตุการณ์ประท้วงเผด็จการและการนองเลือดในกรุงย่างกุ้ง ค่อยๆกระจายไปทั่วค่าย เพื่อนของเราบางคนบอกว่า คนรอบข้างของเขายิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยและสิ้นหวังจนอยากเร่งไปต่างประเทศให้เร็วขึ้น แต่บางคนก็กลับเกิดอาการลังเล เพราะบางที... บางที... “เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไป”
จากหมู่บ้านริมขอบแดน ข่าวสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เพื่อนจากเขตดีเคบีเอเดินทางกลับไปอย่างเร่งด่วน ส่วนเพื่อนจากเขตเคเอ็นยูก็บอกว่า เขาหวังว่า “บางที.. บางที... ดีเคบีเอจะทบทวนทางเดินของตัวเองว่าจะเดินอยู่เคียงข้างใคร บางที เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจทำให้พี่น้องดีเคบีเอและเคเอ็นยู – ที่บางคนก็ร่วมสายเลือดพ่อแม่เดียวกัน ได้กลับมาร่วมกินข้าวหม้อเดียวกันอีกครั้ง”
4. ค่ายผู้ลี้ภัยแบเกลาะหรือแม่หละมีประชากรผู้ลี้ภัยมากที่สุด คือกว่าสี่หมื่นคน เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้คนไม่ถึงหลักสิบมานั่งดูภาพข่าวเหตุการณ์ในย่างกุ้งที่วัด และแล้วจำนวนก็ทะยอยพิ่มขึ้นจนเป็นหลักร้อย ถึงราว 300 โดยไม่ได้นัดหมาย
พระสงฆ์และผู้ลี้ภัยหลายร้อยคน ทั้งชาวพม่า กะเหรี่ยงสะกอ โปว์ และกลุ่มคนมุสลิม ร่วมกันออกเดินจากวัดไปยังสนามหญ้าใหญ่ เพื่อแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนอย่างสันติ พวกเขากู่ร้อง “เราต้องการประชาธิปไตย” “เผด็จการทหารพม่าจงออกไป” “ปล่อยอองซานซูจีและนักโทษการเมือง” และ “ขอสันติสุขและมิตรภาพแด่ทุกคน” ตามเส้นทางที่พวกเขาผ่าน ผู้ลี้ภัยบางคนค่อยๆก้าวออกจากกระท่อมพักออกร่วมเดินทาง แม้บางคนจะยืนมองด้วยความหวาดหวั่น เพราะบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่นี่ คือข้อห้ามที่ว่า “ถ้าอยู่เมืองไทย ก็ต้องสงบเสงี่ยมไม่มีปากเสียง” ข่าวลือแพร่สะพัดว่าทางการไทยจะจับกุมหากชุมนุมเกิน 5 คน แต่แล้วก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ยังดีที่รัฐไทยไม่ขลาดเขลา และน่าจะดียิ่งกว่านั้น หากเราจะไม่คืนคำที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยได้ใช้เสรีภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตนได้
“เราไม่ได้ทำให้คนไทยเดือดร้อน เราเพียงแต่อยากแสดงความรู้สึกต่อการที่พี่น้องของเราถูกกระทำ เราอยากบอกว่า ถึงเราจะลี้ภัยมาอยู่เมืองไทย เราก็สนับสนุนพวกเขา เขาทำอย่างไรกับคนที่นั่น เราก็เจ็บเหมือนกัน” หนึ่งในแกนนำการเดินขบวนแจ้งกับเจ้าหน้าที่ไทยที่มาดูเหตุการณ์ พวกเขาจบขบวนด้วยการภาวนาตามวิถีพุทธ คริสต์ และอิสลาม ตามแต่ความเชื่อของสหายร่วมขบวน
หญิงชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่ร่วมขบวนบอกว่า นางพร้อมที่จะร่วมลุกขึ้นส่งใจให้กับ “ประชาชนพม่า” ที่ร่วมต่อต้านความโหดร้าย ป่าเถื่อน และการบีบบังคับ หลายๆคนก็บอกเราอย่างนั้น “ประชาชนพม่า... ประชาชนพม่า” ช่างเป็นคำที่น่าประทับใจ เราไม่ได้ยินคำนี้จากปากผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงมาแสนนานแล้ว เมื่อใดที่เอ่ยถึงผู้กดขี่ เพื่อนมักใช้คำว่า “พม่า” อยู่เสมอ จนคำว่า “พม่า” ในความรับรู้ แทบจะคือคำแทนคำว่า “ศัตรู” หรือ “ผู้ร้าย”
แล้ววันนี้เอง ที่พวกเขาหลายต่อหลายคน หันกลับมาเอ่ยถึงอย่างเฉพาะเจาะจง ระหว่าง “ประชาชนพม่า” และ “ทหารพม่า” หรือ “รัฐบาลพม่า” และเป็นหนึ่งในไม่กี่วัน ที่คนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาซึ่งเคยมีความขัดแย้งจุกจิกในชีวิตประจำวันอยู่เนืองนิตย์ ร่วมเดินบนเส้นทางเดียวกันอย่างชัดเจน
หน้าจอโทรทัศน์บนวัดวันนั้น มีเพื่อนชาวกะเหรี่ยงบางคนน้ำตาไหลให้กับ “ประชาชนพม่า” มันอาจจะไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้าโศกคั่งแค้นอย่างที่บอกไว้ เพราะพวกเขาเจ็บปวดจนไม่อาจร้องไห้ให้กับความตายและการทารุณกรรมอีกต่อไป แต่เขาบอกว่า มันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตัน เป็นน้ำตาแห่งความหวัง แม้ข่าวคราวจะบอกว่ากองทัพพม่าควบคุมถนนย่างกุ้งให้รกร้างว่างเปล่าได้แล้ว
บางที ในความเจ็บปวด อาจมีความหวังอย่างหนึ่ง เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง ที่ทรงคุณค่าไม่น้อยไปกว่าความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์การเมือง
5. ข่าวโทรทัศน์ที่เราได้มีโอกาสเห็นในช่วงสั้นๆเป็นครั้งแรก เป็นภาพของผู้เล่าข่าวหญิงที่แสดงทีท่าเป็นห่วงเป็นใยว่า “แล้วถ้ามีคนจะหนีมาชายแดนไทย เราจะมีวีธีป้องกันดูแลชายแดนอย่างไร หวังว่ากองทัพภาคที่สามคงจะมีแผนการเรียบร้อยแล้ว”
นี่หรือคือปฏิกิริยาแรกที่คนไทยควรจะมี เมื่อได้ยินข่าวการเข่นฆ่า .. ?
ยังดี ที่นายกฯของเราอยู่ในที่ประชุมสหประชาชาติ อันเป็นสถานที่ที่จำต้องประกาศจุดยืนอย่างศิวิไลซ์ จึงมีข่าวในวันต่อมาว่า รัฐบาลไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่หลบหนีการปราบปรามครั้งนี้
สิบเก้าปีแล้วไม่ใช่หรือ ที่ผู้คนอพยพหลั่งไหลมายังประเทศไทยไม่ขาดสาย แล้วเราก็แก้ปัญหาด้วยการรับผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายที่ล้อมรั้วเสรีภาพ และส่งเสริมจนถึงหว่านล้อมให้พวกเขาออกไปประเทศที่สามให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้? เราแก้ปัญหาด้วยการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวมอญให้กลับไปตั้งค่ายอพยพในเขตมอญ โดยคงสภาพเป็นคนอพยพที่ไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ เราจับกุมส่งกลับแรงงานอพยพซ้ำแล้วซ้ำอีก และเมื่อไม่นานมานี้ เราก็ผลักดันชาวกะเหรี่ยงที่หนีภัยเข้ามาทางแถบแม่สะเรียงให้กลับไปตั้งค่ายอพยพอยู่ในเขตประเทศพม่า และแผนการผลักดันผู้ลี้ภัยใหม่ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
นโยบายนานาของรัฐไทยที่ล้วนมีชื่อเก๋ๆ นั้นแปลได้ว่าเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ที่ไม่แทรกแซงการเมืองที่ชั่วร้าย แต่คบหา – และหาประโยชน์กันทางเศรษฐกิจได้ เราร่วมลงทุนโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า ที่ส่งผลให้เกิดการกวาดล้างชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นที่เข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยในราชบุรี-กาญจนบุรี เราส่งเสริมโครงการการเกษตรหลายรูปแบบรวมทั้งไร่ละหุ่ง ที่นำมาซึ่งการยึดที่ดินทำกินและขูดรีดภาษี เราเร่งโครงการร่วมไทย-พม่าสร้างเขื่อนสาละวิน ซึ่งกำลังผลักผู้คนอีกประมาณจำนวนแทบไม่ได้ ให้ต้องพลัดถิ่นฐานและล้มตายอย่างทารุณ เราร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลทหารพม่า ทั้งที่รู้อยู่ว่าเม็ดเงินจะไม่ตกมาถึงประชาชน หากมีแต่ไปเสริมพลังอาวุธของกองทัพ
เราอาจจะเหน็ดเหนื่อยจนคิดไม่ออก ว่าจะมีอะไรที่เราและใครอีกมากมายไม่เคยได้พูด ประณาม เรียกร้อง กระทั่งวิงวอน – สำหรับบางคน ต่อรัฐบาลพม่าอีกหรือไม่ ทว่ากับรัฐบาลไทย มีคำถามเพียงว่า เมื่อถึงบัดนี้แล้ว รัฐไทยจะยังยืนยันอีกหรือว่าเราเดินมาถูกทาง และกล้ายืนยันหรือไม่ว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการก่อความรุนแรงทั้งทางตรงและเชิงโครงสร้างในประเทศพม่า?
ไม่มีใครบอกว่าเป็นเรื่องง่าย สำหรับการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเผด็จการที่เหี้ยมโหดซ้ำยังมีชายแดนติดกันเป็นระยะทางยาว แต่เราจะยอมทบทวนบทบาทของตัวเองใหม่กันหรือยัง หลังจากที่ข้อเท็จจริงบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เราเดินมาผิดทาง ?
กับผู้ลี้ภัย ล่าสุดรัฐบาลไทยยังวางแผนจะผลักดันคนที่เข้ามาหลังการทำทะเบียนของมหาดไทย/ยูเอ็นเอชซีอาร์ราวสี่พันคน ไปยังหมู่บ้านคนพลัดถิ่นในเขตรัฐกะเหรี่ยง ทั้งที่ในสถานที่แคบๆนั้น ประชากรพลัดถิ่นเพียงราว 600 คนยังไม่สามารถทำกินเลี้ยงตัวเองได้พอเพียง ด้วยติดกับระเบิด กองทัพดีเคบีเอ กับกองทหารพม่าอยู่รอบข้าง กระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา การสู้รบก็ดำเนินเข้าใกล้จนผู้คนเริ่มตระเตรียมโยกย้าย
หากท่านไม่ได้ยินเสียงร่ำร้องของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในรัฐกะเหรี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ท่านได้ยินเสียงของผู้หาญกล้าในย่างกุ้งบ้างหรือไม่ ? แล้วประชาชนไทยเล่า วันนี้ เราหันมามองเห็น “พม่า” กันอีกครั้ง จะเป็นความคิดที่ลมๆแล้งๆเกินไปไหม ที่จะหวังว่า สายตาของเราจะจับจ้องพม่าเลยจากย่างกุ้งไปให้ถึงทั่วทั้งแผ่นดิน และจับจ้องไม่มีวางตา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้จบเพียงการปราบปรามในวันนี้
อย่าเลย อย่าให้มันเป็นข่าวระทึกขวัญ ที่ไม่กี่วันก็วูบจางหาย กลิ่นคาวเลือดยังคงโชยมาถึงเรา ทุกวัน เราทำอะไรกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่บ้างหรือเปล่า
บทบาทและความสัมพันธ์ของอาเซียนต่อพม่า
Burma Peace Group ฉบับที่ 2
28 กันยายน 2550
บทบาทและความสัมพันธ์ของอาเซียนต่อพม่า
28 กันยายน 2550 นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวถ้อยแถลงในนามอาเซียนที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในพม่าพร้อมประณามการใช้ความรุนแรง ว่าเป็นวิธีการที่น่ารังเกียจ เรียกร้องพม่ายุติใช้ความรุนแรง แก้ปัญหาโดยวิธีสมานฉันท์ อาเซียนได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในพม่า และได้รับรายงานการใช้อาวุธและขอให้รัฐบาลพม่ายุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงโดยทันที อาเซียนแสดงความรังเกียจต่อรายงานที่กล่าวถึงว่าการประท้วงได้รับการกดดันโดยการใช้ความรุนแรงและมีผู้เสียชิวิตอาเซียนขอให้พม่าใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดและหาแนวทางทางการเมือเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงใช้ความพยายามเพื่อความสมานฉันท์ของชาติ นอกจากนี้ได้เรียกร้องให้ปลดปล่อยผู้ที่ถูกจับกุมรวมถึงอองซาน ซู จี ด้วย
อาเซียนสนับสนุนการตัดสินใจของเลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุน ในการส่งผู้แทนพิเศษ Ibrahim Gambari ไปพม่า และขอให้รัฐบาลพม่าให้ความร่วมมือกับผู้แทนพิเศษและทำงานร่วมกัน ทั้งนี้บทบาทของนาย Gambari ในฐานะเป็นผู้ประสานงานที่เป็นกลาง สามารถช่วยแก้ปัญหาสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ อาเซียนขอให้พม่าเปิดทางให้ผู้แทนพิเศษได้พบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในพม่า ตามที่เคยปฏิบัติในอดีต
สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันมากกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีชาวพม่ากว่าหนึ่งล้านคนพำนักอยู่ มีความกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นในพม่าทั้งไทยและพม่า ต่างเป็นประเทศพุทธศาสนา ต่างมีความเชื่อร่วมกันในความสงบและความอดกลั้น ดังนั้นไทยจึงไม่สามารถยอมรับการใช้ความรุนแรงและการทำร้ายร่างกายต่อพระสงฆ์และผู้ประท้วงในร่างกุ้ง
ในระยะเวลาที่ผ่านมาแนวนโยบายต่างประเทศที่มีรูปแบบเนื้อหา"การเมืองเพื่อการค้า"ของอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับมิติทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้รับการสนับสนุนเห็นใจ ได้รับการปกป้องจากอาเซียนมาโดยตลอด จนในที่สุดนำไปสู่การรับประเทศพม่าเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียนในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2540 อานิสงค์สำคัญหลังจากที่พม่าเข้ามาอยู่ในอาเซียน ภาพลักษณ์ของพม่าในสายตาประชาคมโลกได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพม่าได้ตักตวงผลประโยชน์ในทุกด้านจากการเป็นสมาชิกภาพของ อาเซียน พม่าได้ใช้อาเซียนเป็นเกราะกำบังและเป็นกันชนให้กับพม่าในการดำเนินความสัมพันธ์กับโลกภายนอก โดยพม่าได้ทำให้ปัญหาที่พม่ามีกับประชาคมโลกกลายเป็นปัญหาของอาเซียนโดยส่วนรวมมากกว่าปัญหาของพม่าโดยตรง ทำให้ประเทศอาเซียนอื่นๆอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นปีที่พม่าได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมอาเซียน พม่าได้สร้างปัญหาให้กับสมาคมอาเซียนมากกว่าสมัยที่ยังมิได้เข้ามาเป็นสมาชิก ส่งผลทำให้ความน่าเชื่อถือของอาเซียนตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการกักขังนางอองซานซูจี การคุมขังนักโทษการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆอย่างร้ายแรง แต่ที่ผ่านมาอาเซียนก็ยังยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของพม่ามาโดยตลอด เหตุที่อาเซียนมีท่าทีอย่างนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของไทยที่ไม่ได้เป็นแกนนำในการเรียกร้องต่อรัฐบาลทหารพม่า แต่รัฐบาลไทยกลับทำตัวไปสนับสนุนรัฐบาลพม่าแทน ตรงนี้เองที่ทำให้นักการเมืองในมาเลเซีย สิงค์โปร์ ต้องกลายมาเป็นทัพหน้าแทน ดูได้จากในระยะหลังที่สมาชิกบางประเทศเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวอย่างเปิดเผยยิ่งขึ้น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ต่างได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงัน ไม่คืบหน้าของกระบวนการประชาธิปไตย และการปรองดองแห่งชาติในพม่า ตลอดจนสถานะถดถอยของความสัมพันธ์ในด้านต่างๆระหว่างสมาคมอาเซียนกับกลุ่มประเทศคู่เจรจาที่สำคัญๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนพิจารณาประเด็นเรื่องผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับกลุ่มประเทศคู่เจรจา
หากไม่ปรากฏความคืบหน้าในเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติในพม่า พร้อมกับเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนร่วมมือกันเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนหาทางพูดกับฝ่ายพม่าให้ตระหนักถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมาคมอาเซียน หากฝ่ายเผด็จการทหารพม่ายังไม่ยอมดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นในพม่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่อย่างที่เป็นมาในอดีตที่พม่าเพียงสร้างภาพลวงตาเพื่อลวงประชาคมโลกให้หลงผิดว่า ได้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยขึ้นแล้วในพม่า
แต่หากพิจารณาจากพฤติกรรมของพม่าในอดีตที่ผ่านมา โอกาสที่พม่าจะยอมเห็นแก่ส่วนรวมนับว่าแทบไม่มีความเป็นไปได้เลย อีกทั้งโอกาสที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ จะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวร่วมกันที่จะดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับพม่าเมื่อพิจารณาจากท่าทีของแต่ละประเทศสมาชิกที่ผ่านมาย่อมมีความเป็นไปได้ยากยิ่งเช่นกัน ซึ่งน่าจะมาสาเหตุสำคัญที่ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่สามารถรวมตัวกันกดดันพม่าได้อย่างเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะไทย จีน และอินเดีย ล้วนแต่คิดในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตัวเองจะได้เป็นสำคัญขณะเดียวกันแรงกดดันจากประชาคมโลก ทั้งอียู สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น แรงกดดันก็ค่อนข้างกระจัดกระจาย
สุรพงษ์ ชัยนาม วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่าเหตุผลสำคัญที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้นำมาอ้างเพื่อสนับสนุนให้พม่าเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนเมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2540 คือ
1) ประเทศพม่าตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็สมควรรับเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน
2) ในเมื่อประเทศที่จัดอยู่ในภูมิภาคอาเซียนมีทั้งหมด 10 ประเทศ หากรับพม่าเข้ามาเป็นสมาชิก ก็จะทำให้สมาชิกเพิ่มขึ้นจนครบถ้วนทั้ง 10 ประเทศ และจะมีผลทำให้สมาคมอาเซียนมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีอำนาจต่อรองและอิทธิพลในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น
3) การรับพม่าเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนมีผลสนับสนุนเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของอาเซียนที่มีความวิตกกังวลต่อการแผ่อิทธิพลในด้านต่างๆ ของจีนที่นับวันได้เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ฉะนั้นการรับพม่าเข้ามาในสมาคมอาเซียนถือได้ว่าเป็นการช่วยลดภาวะพึ่งพาที่พม่ามีต่อจีน และลดอิทธิพลของจีนในพม่า
4) อาเซียนมีความจำเป็นที่ต้องรีบรับพม่าเข้าเป็นสมาชิก เนื่องจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก (อาทิ สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหลายประเทศ) พยายามเข้ามาตักเตือน เรียกร้องให้อาเซียนชะลอการรับพม่าเข้าเป็นสมาชิก ฉะนั้นอาเซียนจึงจำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทีออกมาอย่างเปิดเผยและชัดเจน เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีความเป็นปึกแผ่น เป็นอิสระ และมีอธิปไตยของตนเอง โดยจะไม่ก้มหัวหรือสยบให้กับแรงกดดัน บีบบังคับจากประเทศใดทั้งสิ้น ในประเด็นของเหตุผลข้อนี้ประเทศอาเซียนที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอกนำหน้าหนุนพม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างแข็งขันและอย่างออกหน้าออกตา คือมาเลเซีย ยุคอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธียร์ และอินโดนีเซียยุคอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต
5) การรับพม่าเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียง ภาพพจน์ ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือที่ดี และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาคมระหว่างประเทศ จะมีผลทำให้พม่าต้องปรับตัว ปรับท่าทีและนโยบายของพม่าให้สอดคล้องกับท่าที นโยบาย หลักปฏิบัติ และประเพณีค่านิยมของสมาคมอาเซียน
พรพิมล ตรีโชติ วิเคราะห์ว่าอาเซียนสนใจพม่าในมิติเดียว คือ มิติทางเศรษฐกิจ เพราะประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่ในเรื่องของการเมืองนั้นอาเซียนแทบไม่เคยสนใจ เพิ่งจะมาสนใจอย่างจริงจังตอนที่มีการเรียกร้องจากประชาคมโลกหลังเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พ.ค.46 ที่มีการนำตัวนางอองซาน ซูจี ไปกักบริเวณที่บ้านพักอีกครั้งเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่จะสามารถทำให้พม่าฟังอาเซียน ก็คือ บทบาทของจีนที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นในพม่าจนพม่าไม่สามารถควบคุมจีนได้อีกต่อไปเท่านั้น เพราะในขณะนี้พม่าก็ไม่ได้ไว้ใจจีนเท่าใดนัก เนื่องจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้อิทธิพลจีน อีกทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลทหารพม่าเองก็ยังเข้าไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ที่จีนเข้าไปครอบครองเป็นประตูสู่เซาท์อีสต์เอเชียของพม่า ซึ่งอิทธิพลจีนตรงนี้จะทำให้พม่าต้องฟังอาเซียนและมองว่าอาเซียนเป็นทางออกในการเจรจากับจีน นอกจากนั้นวันนี้เองพม่าก็มีผู้ช่วยเหลือคนใหม่ที่มีความสำคัญกับกว่าอาเซียน คือ อินเดีย ซึ่งอินเดียได้เข้าไปลงทุนในประเทศพม่าจำนวนมาก ดั้งนั้นพม่าจึงอยู่ระหว่างอินเดียกับจีน และห่างจากอาเซียนไปเรื่อยๆ พม่าจะเห็นความสำคัญของอาเซียนก็ต่อเมื่อตระหนักว่าจีนและอินเดียกำลังคุกคามตนอยู่ เมื่อนั้นอาเซียนจึงจะกลายเป็นคำตอบของพม่า
สำหรับในแง่ของความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจ (การลงทุน การค้า) ของประเทศสมาชิกอาเซียนสำคัญ ๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย นั้น พบว่าสำหรับประเทศมาเลเซียนั้น บริษัทปิโตรเลียมเบอร์ฮาร์ดหรือที่รู้จักกันดีในนามเปโตรนาส (PETRONAS) กิจการพลังงานยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อร่วมมือกับพม่าในโครงการหลายโครงการในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนสิงคโปร์ก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่า โดยผู้นำระดับสูงหลายรายของพม่าได้เข้ารับการรักษาทางการแพทย์ในสิงคโปร์ เช่น พล.อ.ตัน ฉ่วย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ได้เดินทางเยือนสิงคโปร์เมื่อเดือนมกราคม 2550 เพื่อเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งในลำไส้ และในปีที่แล้ว(2549) สิงคโปร์มีมูลค่าการค้ากับพม่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ สำหรับไทยนั้นจากสถิติการให้การส่งเสริมการลงทุนของ BOI ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2549 มีการลงทุนไทยในพม่าทั้งสิ้น 56 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสะสมทั้งสิ้น 1,345.623 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กิจการที่ไทยไปเข้าลงทุน ได้แก่ ประมง ไม้ อัญมณี และเครื่องประดับ อาหารและเครื่องดื่ม การค้า ขนส่ง โรงแรมและการท่องเที่ยว การแปรรูปการเกษตรและพลังงาน นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ทำสัญญาจัดซื้อ – จัดจ้างกับหน่วยงานรัฐของพม่า ตามเงื่อนไขของเงินกู้ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเงินกู้ดังกล่าวจะนำไปใช้สำหรับโครงการต่างๆโดยมีเงื่อนไขว่าต้องซื้อสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆจากบริษัทสัญชาติไทยที่กำหนดไว้เท่านั้น นอกจากนั้นกลุ่มบริษัทเอ็มดีเอ็กซ์กรุ๊ปของไทยยังได้ลงนามในสัญญามูลค่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 228 ล้านบาท) ในโครงการก่อสร้างเขื่อนในรัฐฉานของพม่า ฉะนั้นในประเทศอาเซียนสิงค์โปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ตามด้วยประเทศไทยลำดับต่อมา
ข้อเสนอสำหรับบทบาทของอาเซียนต่อการแก้ไขปัญหาการเมืองพม่านั้น ในปัจจุบันอาจฝากความหวังไว้กับการที่อาเซียนได้มีการร่างกฎบัตรอาเซียนขึ้นมาในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศที่ฟิลิปปินส์ปลายเดือนกรกฎาคม 2550 กฎบัตรอาเซียนนับเป็นหลักหมายสำคัญของกลุ่ม เพราะมันจะทำให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดมาตรการการปฏิบัติสำหรับชาติสมาชิกอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อเพิ่มความกดดันสมาชิกที่มีปัญหา เช่น พม่าให้ปรับปรุงแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ นายออง เค็ง ยอง เลขาธิการสมาคมอาเซียน กล่าวว่าบทบาทของอาเซียนจะช่วยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับพม่า เนื่องจากกฎบัตรนี้จะย้ำถึงความรับผิดชอบและพันธกรณีของประเทศสมาชิก แต่กฎบัตรไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของมาตรการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดกฎ ถึงแม้ว่าสมาชิกบางประเทศได้เสนอให้ใช้มาตรการขับออกจากการเป็นภาคีสมาชิกในกรณีที่มีการละเมิดกฎอย่างร้ายแรง
นอกจากนั้นแนวโน้มที่น่าสนใจ คือ หลังจากการที่พม่ายอมถอนตัวออกจากการเป็นประธานอาเซียน และจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พม่าจะใช้ข้ออ้างเรื่องการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญขั้นที่ 1 ที่พึ่งจะเสร็จสิ้นลงเมื่อกลางเดือนกันยายนว่าตนเองพร้อมที่จะเป็นประธานอาเซียน และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมได้แล้ว ซึ่งภาวะในข้างหน้านั้นอาเซียนจะลำบากมาก ถ้าแรงกดดันของประเทศต่างๆในอาเซียนยังคงอยู่ พม่าก็อาจจะไม่กล้าดำเนินการใดๆ แต่ถ้าแรงกดดันเบาบางลง พม่าก็อาจจะสิทธิ ดังนั้นนักการเมืองในประเทศต่างๆ จะต้องร่วมมือกันกดดันเรียกร้องประเทศพม่าต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)